ล่าหิมะ ณ เมืองจี๋หลิน ฉางชุน ฮาร์บิน

ล่าหิมะเมืองฉางชุน จี๋หลิน ฮาร์บิน

长春 吉林 哈尔滨之旅


        เมื่อเอ่ยถึงประเทศจีน หลาย ๆ คนจะนึกถึงเมืองปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง บลา ๆๆๆๆ เมื่อกล่าวถึงเมืองจี๋หลิน ฉางชุน ฮาร์บิน หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่คุ้นหูเท่าไรนัก วันนี้จะพาทุกท่านไปเดินเล่นเมืองจี๋หลิน ฉางชุนและฮาร์บินจ้า
        แรกเริ่มเดิมทีอยู่ประเทศไทยมาตลอด เจอแต่อากาศร้อนกับฝน จนวันนึงได้มีโอกาสไปเรียนที่จีน พี่คนนึงชวนไปเที่ยว กอรปกับเกิดประโยคบอกเล่าในหัวว่า "เฮ้ยยยยย เรายังไม่เคยเห็นหิมะเลยนิหว่าาาา (สระอาร้อยตัว)" เมื่อเข้าสู่หน้าหนาว ก็ได้แต่รอร๊อรอว่าเมื่อไหร่หิมะจะตกให้เห็นสักที รออยู่หลายวันก็ไม่ตกสักที เอาวะ ไม่ตกให้เห็นที่นี่ ก็เดินทางไปหาหิมะเองซะเลยละกัน แล้วนี่ก็คือจุดเริ่มต้นการเดินทาง
      หลังจากปลุกเร้าเพื่อน ๆ ก็มีผู้ยินยอมร่วมเดินทางทั้งสิ้น 5 คน หนึ่งในนั้นมีเพื่อนแคมารูน 1 คน
       สิ่งที่ห้ามลืมเตรียมเด็ดขาดคือ แผ่นร้อนจิงโจ้ เอาไว้แปะตามร่างกายให้ตัวอบอุ่นขึ้น

แผ่นแปะเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น (เราชินกับการเรียกว่า แผ่นจิงโจ้ 555)

บรรยากาศระหว่างรอเข้าชานชาลา ภายในสถานีรถไฟเทียนจิน

ภายในชานชาลา
      เมืองแรกที่พวกเราไปคือเมืองฉางชุน ยานพาหนะที่เป็นพระเอกของทริปนี้ คือ รถไฟ ตั๋วที่ซื้อเป็นตั๋วแบบนั่ง ใช้เวลาเดินทางจากเมืองเทียนจินไปยังเมืองฉางชุน ประมาณ 11 ชั่วโมง ระหว่างทางที่รถไฟแล่นผ่าน เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศภายนอกและสภาพอากาศที่หนาวขึ้น จนเมื่อยิ่งเดินทางเข้าใกล้เมืองจุดหมายปลายทาง ก็ยิ่งได้เห็นหิมะมากขึ้น แม้จะใช้เวลานั่งที่นาน แต่เมื่อได้มองวิวข้างทางแล้วหายเมื่อยไปเลย
วิวนอกหน้าต่างรถไฟ
       หลังจากนั่งเมื่อยก้นมาสิบกว่าชั่วโมง ก็เดินทางมาถึงเมืองฉางชุน เพื่อรอรับเพื่อนอีกหนึ่งคนที่จะไปเที่ยวด้วยกัน ระหว่างรอเพื่อนก็ได้ไปเดินเที่ยวที่สวนสาธารณะในเมือง ซึ่งหิมะปกคลุมไปทั่ว แม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง มีผู้คนเล่นสเก็ตกันอย่างคึกคัก

บรรยากาศในสวนสาธารณะเมืองฉางชุน

เกล็ดหิมะ (雪)ที่ร่วงลงมาบนเสื้อ 

        หลังจากเดินเล่นในสวนสาธารณะแล้วก็เดินทางไปนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งรถไฟฟ้าใต้ดินเมืองฉางชุนเป็นแบบเปิดโล่งต่างจากหลาย ๆ เมืองที่เคยไป
 
หน้าตาตั๋วรถไฟฟ้าใต้ดินเมืองฉางชุน
ภายในรถไฟฟ้าใต้ดินเมืองฉางชุน

ภายในขบวนรถไฟฟ้าใต้ดิน
        พวกเรานั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปลงสถานี Jing yue gongyuan(净月公园站)เพื่อไปเยี่ยมชมสวน Jingyue tan (净月潭公园)

หน้าตาบัตรผ่านประตู



        เมื่อไปถึงซื้อตั๋วแล้วจะต้องโดยสารรถบัสเพื่อเข้าสู่สวนด้านใน

รถบัสที่จะพาทุกคนเข้าสู่สวนด้านใน

วิวนอกหน้าต่างรถบัส แม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็งไกลสุดลูกหูลูกตา

        รถบัสพาวิ่งขึ้นเขาวนอ้อมไปอีกฟากหนึ่ง ผ่านแม่น้ำที่แข็งเป็นน้ำแข็ง ทุกอย่างดูเวิ้งว้างว่างเปล่า พร้อมคำถาม “ตรูมาทำอะไรที่นี่ฟระ !” นั่งรถประมาณ 20 นาที ว่าแล้วก็ถึงภายในสวน Jingyue tan เลยละกัน...
        ภายในสวนขาวโพลนไปด้วยหิมะที่ตกปกคคคลุม มีรูปปั้นต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นจากหิมะเรียงรายอยู่เต็มสวน

 



มีน้องอัลปาก้ายืนเล็มหญ้า 2 ตัว

ช่างกำลังสลักหิมะพอดี
        หลังจากเดินเล่นในสวนจนพอใจแล้วก็ถึงเวลาออกเดินทางไปสถานีรถไฟ เพื่อออกเดินทางต่อไปยังเมืองจี๋หลิน  ซึ่งครั้งนี้เรานั่งรถไฟเบาะนั่งเช่นเดิม
        และแล้วก็เดินทางมาถึงเมืองจี๋หลิน ซึ่งจุดหมายปลายทางที่เราจะไปก็คือเกาะวู่ซง (雾凇岛)โดยได้นัดให้พนักงานที่โฮสเทลขับรถมารับที่สถานีรถไฟเพื่อไปยังที่พัก ค่าโดยสารคนละ 10 RMB (50 บาท) บรรยากาศขณะเดินทางเต็มไปด้วยหมอกหนา สามารถขับรถไปได้อย่างช้า ๆ และรู้สึกเสียวทุกครั้งเวลามีรถสวนมา > < !

        ไหน  ๆ ก็เดินทางมาถึงแล้ว ก็ขอแชะรูปกับป้ายไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย
        เนื่องจากวันที่ไป อากาศหนาวถึง - 36 องศา เตียงที่ทุกคนได้นอนจะเป็นเตียงร้อนที่ใช้วิธีแบบดั้งเดิม คือ นำซากไม้มาเผาไฟใต้เตียงที่ด้านนอก 
บรรยากาศหน้าที่พัก
      หลังจากถึงที่พักแล้วก็ถึงเวลาออกเดินเล่น สำรวจรอบหมู่บ้าน มาดูบรรยากาศโดยรอบหมู่บ้านกัน 


ซากนกที่ชาวบ้านล่าได้


เกล็ดน้ำแข็งที่เกาะบนกิ่งไม้

ในที่สุดก็ได้จับหิมะกองโต ๆ :P

          เช้าวันที่ 2 บนเกาะวู่ซง ตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นริมแม่น้ำ โดยจะต้องนั่งเรือข้ามไปอีกฟากหนึ่ง ลุงคนขับเรือชวนคุยตลอดทาง ตอบไปแต่ 嗯嗯 เพราะฟังไม่ออก เป็นการสนทนาที่งงม๊ากกกก 555 
ลุงคนขับเรือ
        เมื่อเดินทางมาถึงพบว่ามีช่างภาพตั้งกล้องรอกันเต็มพื้นที่  การได้ยืนนิ่ง ๆ มองภาพเบื้องหน้าท่ามกลางอากาศติดลบ หิมะขาวโพลนบนพื้นดินและพื้นน้ำ  มีหมอกลงจาง ๆ  โอ้โห โคตรดี...


       
        หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศในหมู่บ้านจนหนำใจแล้วก็ถึงเวลาต้องกลับไปเมืองฉางชุน โดยครั้งนี้เรานั่งรถไฟความเร็วสูงจากเมืองจี๋หลิน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที ค่าตั๋วรถไฟอยู่ที่ 31.5 RMB 



จอแสดงหมายเลขขบวน
       เมื่อกลับถึงเมืองฉางชุน ก็ได้แวะเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ The Manchurian Puppet Palace (伪满皇宫博物院)ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ในอดีตเคยเป็นวังที่ประทับของจักรพรรดิปูยี ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของจีน 
บัตรผ่านประตู        
        เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในพิพิธภัณฑ์จะพบกับตึกต่าง ๆ รายเรียง


        ภายในพิพิธภัณฑ์จะพบข้าวของเครื่องใช้ ห้องหับต่าง ๆ 



       ห้องจัดแสดงหนึ่งที่น่าสนใจคือ ห้องจัดแสดงเรื่องราวช่วงสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อวันที่ 18 กันยายน ค.ศ.1931 ที่เรียกว่า เหตุการณ์ 18 กันยายน (九一八事变)ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการรุกรานแมนจูเรียและเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งแมนจูกั๋วในเวลาต่อมา


        หลาย ๆ ห้องมีการจัดแสดงอุปกรณ์ทรมานนักโทษในอดีตรูปแบบต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วน จริง ๆ 



       เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พอหอมปากหอมคอก็เริ่มออกเดินทางต่อไปยังเมืองฮาร์บิน เมืองเอกของมณฑลเฮยหลงเจียง โดยนั่งรถไฟเบาะนั่งเช่นเดิม 
        เมื่อเดินทางไปถึง เช็คอินโรงแรมเรียบร้อย สถานที่แรกที่ไปคือเมืองน้ำแข็งอันโด่งดังของเมืองฮาร์บิน (冰雪大世界)

ถนนกลางเมืองฮาร์บิน

ระหว่างทางไปเมืองน้ำแข็ง

 แท๊แดมมมมมมมมมมม ถึงแว๊ววววววววว ^ ^

บัตรเข้าชมเมืองน้ำแข็ง
       เอาล่ะ ตามไปดูบรรยากาศภายในเมืองน้ำแข็งกันดีกว่า
มาถึงเมืองฮาร์บิน มันก็ต้องถ่ายรูปคู่กับขวดเบียร์ยี่ห้อฮาร์บินนี่ล่ะฮ้า \^0^/ (ส่วนตัวชอบเบียร์ยี่ห้อชิงเต่ามากกว่า 5555)
บรรยากาศภายในเมืองน้ำแข็ง
ภายในบ้านเอสกิโม ทุกอย่างทำจากน้ำแข็ง

สไลเดอร์น้ำแข็ง

ร้านอาหารในกระโจมมองโกล
 


       หลังจากเที่ยวจนคุ้มเงินค่าตั๋วแล้วก็นั่งรถเมล์เข้าเมืองไปยังถนนจงยางต้าเจีย 中央大街 ซึ่งเป็นถนนคนเดินที่มีร้านขายของจำนวนมาก ระหว่างทางที่เดินเล่นจะพบว่าสถาปัตยกรรมของอาคารบ้านเรือนเป็นแบบรัสเซียเกือบทั้งหมด เหตุเพราะเมืองฮาร์บิน เป็นเมืองที่อยู่ในมณฑลเฮยหลงเจียง ซึ่งมีพรมแดนติดรัสเซีย อาคารบ้านเรือน รวมถึงของกินแลข้าวของหลายอย่างจึงมีสไตล์รัสเซีย


น้ำแข็งสลักที่หัวถนนจงยางต้าเจีย 

        ตลอดแนวสองข้างทางมีน้ำแข็งสลักตลอดแนว มีการประดับไฟตลอดแนวถนน เมื่อเดินไปสุดทางจะพบโบสถ์เซนโซเฟีย

โบสถ์เซนโซเฟีย

        โบสถ์เซนโซเฟีย
      หลังจากเดินเที่ยวแล้วก็กลับที่พัก เช้าวันที่ 2 ออกไปเดินเล่นริมแม่น้ำซงฮวา (松花江)ซึ่งแม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง มีผู้คนมากมายลงไปทำกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ เล่นเสก็ตน้ำแข็ง นั่งรถเลื่อน ฯลฯ

 เดินถัดไปมีท่าเรือ มีเรือจำนวนมากจอดแช่ทิ้งไว้หลายลำ


        หมดเวลาแล้ว ก็เป็นอันต้องบอกลาเมืองฮาร์บิน  พวกเรานั่งรถไฟกลับเมืองเทียนจิน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 ชม. เป็นอันจบทริปการเดินทางอันแสนเหน็ดเหนื่อย 3 เมือง





  



















ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เส้นทางสายไหม หลานโจว ตุนหวง